น้ำพุที่ André Citroën เขต 15 ที่พี่เลี้ยงเิอาใช้ล้างแผลให้เด็ก มันสวยใช่แต่มันไม่ได้หมายถึงว่าเอาใช้ล้างแผลสดได้สวัสดีค่ะหายหน้าหายตาไปนานมากๆ เพราะมัวไปวุ่นกับเจ้าตัวน้อยของครอบครัวใหม่ ตอนมาบ้านใหม่ๆน้องเพิ่งจะเจ็ดเดือนตอนนี้น้องหนึ่งขวบเดินคล่องป๋อเลย แถมช่วงที่หายไปก็ไปหาการผจญภัยลัลลาตามประสาโอแพร์ที่เสียงบประมาณน้อยที่สุด จนถึงฟรีๆแบบไม่เสียเงินก็มี เพื่อเอามาเขียนให้เพื่อนได้มีข้อมูล และสร้างจินตนาการให้อยากมาทำอาชีพโอแพร์ยี่ห้อคุณภาพจากประเทศไทยกัน

วันนี้เลยมาพร้อมไอเดียดีๆมาแนะนำสำหรับคนที่อยากมาเป็นโอแพร์ที่ปารีส รวมถึงเมืองอื่นๆในยุโรป รวมถึงอยากจะโปรโมทให้คน อยากที่จะมีความรู้เรื่องการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กอย่างมีมาตรฐานให้มากขึ้น เพื่อสร้างแรงงานส่งออกแบบยั่งยืนฐาวรกันต่อๆไป วันนี้มีข้อมูลมาปึกๆสำหรับคนที่สนใจงานโอแพร์ และอาจจะช่วยแก้ปัญหาการขอวีซ่ามาผิดประเภทและผิดกฎหมายของพี่ๆน้องๆหลายๆคนไปในตัวด้วยซ้ำ  เรื่องของเรื่องคือมีเพื่อนหลายๆคนที่รู้จักอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งไทยและฟิลิปปิน มาติดต่อผ่านเราให้ช่วยหางานให้ ซึ่งเราก็ไม่ใช่เอเจนซี่ไงเลยแนะนำอะไรมากไม่ได้ งานที่เขาอยากได้เป็นงานแบบชั่วคราวก็มีแบบอยากได้สัญญาจ้างเพื่อต่อบัตรต่างชาติที่ฝรังเศสก็มี ทั้งงานพี่เลี้ยงเด็กและแม่บ้าน ซึ่งบางทีเรามีงานแต่เราไม่มีคนทำงาน เราก็เอาไปโพสที่กลุ่มนักเรียนไทยในปารีส ซึ่งกลุ่มนี้จะมีพี่ๆและเพื่อนๆหลายๆคนที่เป็นทั้งปรมาจารย์ขั้นเทพในการใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอกแบบหลากหลายสาขาอาชีพและสาขาการศึกษาก็มี บางครั้งเขาก็จะมีงานอื่นๆมาโพส แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานสำหรับคนที่มีบัตรอย่างถูกต้องเท่านั้น แต่เราอยากบอกว่า เราไม่สามารถแนะนำหรือหาเอเจนซี่ที่มีครอบครัวดีๆให้ได้ ถ้าวีซ่าที่คุณถือเข้ามาเป็นวีซ่าท่องเที่ยว และที่สำคัญคือมันได้หมดอายุไปแล้ว ดังนั้นการมาด้วยวีซ่าแบบนี้ รวมถึงปล่อยให้วีซ่าขาด คุณก็ไม่ต่างอะไรกับนักโทษ คือมันไม่สามารถทำอะไรได้ หางานที่ถูกกฎหมายก็ไม่ได้(หาได้ก็ไม่มีประกันใดๆให้คุณทั้งสิ้น) ต่อวีซ่าใหม่ก็ไม่ได้ ออกนอกประเทศเพื่อไปเที่ยวประเทศข้างเคียงต่างๆก็ไม่ได้ ถ้าได้คือไปแบบรถยนต์ส่วนตัว เพราะตามการขนส่งสาธารณะเขามีการตรวจอย่างเข้มงวด มีตำรวจเดินขอดูบัตรและวีซ่าทั้งบนรถประจำทางระหว่างประเทศแบบสุ่มตรวจทั้งคันก็มี โดยเฉพาะที่เยอรมันและออสเตรีย ถ้าตำรวจสองประเทศนี้คว้าตัวคุณได้ เขาไม่ปราณีให้คุณมีทางหลุดพ้นจากรถตำรวจของเขาง่ายๆ เพราะที่บ้านของเจ้าของบล็อคที่เยอรมันบอกว่าตำรวจเยอรมันช่างใจดี พอเห็นวีซ่าหมด ช่วยขับรถพาคุณไปส่งถึงสนามบินแบบไม่ต้องแพ็คของอีกต่างหาก ไม่รู้ดีไม่ดีแต่อย่าเสี่ยงจะดีกว่าประหยัดค่ารถไปสนามบินแต่เสี่ยงความปลอดภัยระยะยาว มีทางเดียวคือเราต้องกลับไปที่ประเทศไทยเพื่อขอวีซ่าเข้ามาใหม่ หรือบางคนก็โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบมีคนช่วยทำเรื่องแต่งงานก็มี เจอหลอกมา จ่ายค่าดำเนินการนู่นนี่ บอกว่ามีงานให้ทำที่เมืองนอก จ่ายไปเป็นแสนๆจากที่เมืองไทยแต่ไม่มีงานที่เมืองนอกจริงๆก็มี แถมวีซ่าก็ผิดประเภทก็มี จะบอกว่าถ้ามาในลักษณะนี้ จะอยู่ยากและอยู่ลำบากมากๆที่เมืองนอก โครตลำบากจริงๆขอบอก ยิ่งคนที่บ้านไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่พร้อม อย่าว่าแต่จะมีโอกาสเลย โอกาสร่วงก็เยอะ ต้องเริ่มต้นไปนับหนึ่งใหม่อีกต่างหาก ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้อยากขู่ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆกลัว แต่อยากเตือนสติให้มองการณ์ไกลๆกันนิดนึง รวมถึงเริ่มต้นวางแผนชีวิตของการมาเมืองนอกอย่างมีระบบ ที่เราทำบล็อกเราไม่ได้มีรายได้จากการทำบล็อก แต่มันมีเวลารวมถึงประสบการณ์การเป็นโอแพร์แบบโลดโผนในหลายๆประเทศในยุโรป เลยอยากแบ่งปันเพื่อนๆที่ฝันอยากมาเมืองนอกเพื่อมาเก็บประสบการณ์และสร้างอนาคตกันต่อๆไป เพราะบางทีคนกลุ่มน้อยๆกลุ่มนี้แหละ คือคนที่ช่วยสร้างบุคคลที่มีความสามารถรุ่นๆต่อๆไปให้มีอนาคตก็ได้ใครจะรู้ แถมช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อเอานักท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานกลับไปประเทศไทยก็ได้ใครจะรู้

เริ่มต้นการใช้ชีวิตกับครอบครัวใหม่ มันไม่ได้จะสมบูรณ์แบบ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จำได้ว่าพอมาเริ่มงานวันแรกก็ทำให้แม่เขาหัวใจวาย(ลูกคนแรก) เพราะเขากลับมาไม่เจอลูกอยู่ที่บ้าน เขาทั้งโทร พอดีโทรศัพย์เราก็เสีย ติดต่อไม่ได้ เขาส่ง SMS และอีเมลขู่เรื่องตำรวจ แบบเรื่องใหญ่ แต่ผลสุดท้ายเรากลับเข้าบ้านมาสายประมาณ 5-10 นาที เพราะเราพาน้องไปเดินเล่นที่ปาร์คใกล้ๆ แม่ของน้องที่เราเลี้ยงแบบว่าคุมอารมณ์โมโหเราสุดๆ แต่ที่แน่ๆเขาโทรไปหาคุณยายของหลาน เพื่อเล่าเรื่องเราให้ฟัง ซึ่งเราต้องเจอเทศนาทั้งอาทิตย์ ทั้งพ่อของเด็ก ยายของเด็ก เราก็ใจกล้าสู้เสีย เพราะถ้าขึ้นชื่อให้คนต่างชาติพูดภาษาตัวเองแล้วไซร์ เราซึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติและภาษานั้นก็ไม่ใช่ภาษาแม่เรา เราหาช่องแก้ตัว และเถียงลำบากมาก ต้องยอมอดทนอารมณ์บูดลึกจนกว่าเขาจะใส่อารมณ์จบเสียก่อน ซึ่งการใส่อารมณ์ของเขา มันก้ไม่ร้ายแรงเหมือนครอบครัวที่เราเจอมาหนักกว่านี้ ซึ่งเป็นเราเราก็จะแค่เสียความรู้สึกไปทันทีที่โดนเขาด่ามาซะ ซึ่งเนื้อความส่วนใหญ่ที่เขาพูดมา มันก็จริงก็เป็นเหตุและผลที่ดี “คือเขาให้เราจินตนาการว่า น้องเป็นลูกของเรา แล้วลูกคนนี้เรารอคอยมานาน ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาที่บ้านแล้วเราไม่เจอเขา เราเป็นแม่แท้ๆเราจะรู้สึกอย่างไง” เขาให้ใส่ความรู้สึก ของความเป็นพ่อแม่ให้มากขึ้น ให้ใส่ความผูกพันธ์แบบระดับหนึ่งกับเด็ก แต่ความผูกพันที่เรามีให้กับนายจ้างก็จะเป็นอีกแบบ ให้เป็นแบบญาติผู้ใหญ่สำหรับปู่ย่าตายาย หรือถ้านายจ้างเราอายุอานามก็โขอยู่ แต่ถ้าเป็นวัยเด็กกว่าหรือไล่ๆกัน ก็ให้ใส่ความสำพันธ์แบบเพื่อนรวมงานเข้าไป มีช่องว่างแบบเพื่อนรวมงาน แต่ไม่ใช่เพื่อนสนิทแบบตบหัว และนินทาคนในครอบครัวเขาได้ อย่างนี้จะเสี่ยงต่ออนาคตในการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กมืออาชีพไปถ้าเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมา และทุกครั้งเราก็เริ่มฉลาดขึ้น หลังจากจบงานแต่ละสถานที่หรือแต่ละครอบครัวแบบมีประสบการณ์มากขึ้นและจบแบบมีเหตุผล รวมถึงเนื้องานใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบในการที่จะหยุดทำงานกับครอบครัวแต่ละครอบครัว (ในที่นี่คือไม่ใช่การทำงานแบบชั่วคราวแค่วันสองวันงานจบหรือไปเฝ้าน้องแค่เวลากลางคืน) แต่เป็นงานที่มีสัญญาจ้างและการทำข้อตกลงที่สมบูรณ์ เรามีสิทธิ์ขอให้นายจ้างเขียนจดหมายรับรองการทำงานได้ เรียกว่า Reference Letter หรือจดหมายอ้างอิง คือจดหมายตัวนี้ มันมีประโยชน์ต่อการทำงานต่อของเราในอนาคตกับครอบครัวอื่นๆ หรืองานอื่นๆที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราเพิ่งทำให้เสร็จสิ้นไป ดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเรากับครอบครัว(หรือในที่นี้คือนายจ้าง) จึงจำเป็นมากๆ

ต่อด้วยการโดนครอบครัวต่อว่า(ภาษาชาวบ้านก็ถูกด่านั่นเอง) เขาก็บ่นไปสามวันเจ็ดวัน บางอารมณ์ก็มาพูดว่า “เธอคิดให้ดีๆนะ ที่เขาจ้างเรามาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนลูกเขา จ่ายโอเวอร์ซะขนาดนี้ (ก็คงโอเวอร์ตามสไตล์คนปารีส หนูป่าวนินทานะ แค่เปรียบเปรยเฉยๆ เพราะที่นี่ค่าครองชีพสูงมากๆ ถ้าคนบริหารเงินไม่เก่งจริงคงไม่มีทางจ้างพี่เลี้ยงเด็กง่ายๆ รวมถึงงานดีๆ จ่ายดีๆและให้เวลาเพื่อลูกมันก็แล้วแต่บริษัทและโอกาสจะอำนวย) เพราะเขาต้องการให้ลูกเขาอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ดี และเงียบสงบ พร้อมมีพัฒนาการที่ดี เขาไม่อยากให้ลูกออกไปสูดอากาศริมถนน จากท่อรถยนต์ คือที่ถนนที่ปารีสรถมันก็เยอะจริงๆกว่าจะเดินไปถึงปาร์คก็ดมควันไปโขอยู่ แล้วรถที่เข็นน้องมันก็ทำมาแบบเตี้ยๆเท่าระดับท่อไอเสียรถยนต์ กว่าจะเดินไปถึงปาร์คคือสวนสาธารณะ เสียงรถเสียงคน ก็อึกทึกแถมคนไร้ที่อยู่ ขอทานตามท้องถนนก็มีให้เห็นเกลือน แต่ก็ยังแย่น้อยกว่าที่บ้านเรา เขาอยากให้ลูกโตมาแบบห่างสังคมพี่เลี้ยงเด็กที่มีให้เห็นเกลือนกลาดที่ปารีส (ทุกคนคงงงๆว่าสังคมแบบไหน เดี๋ยวเล่าให้ฟังตอนท้าย)”  สรุปง่ายๆคือ เลี้ยงลูกให้บ้านไหนก็ตาม ควรทำตามกฎของบ้านนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของเด็กที่เราเลี้ยง และอนาคตของตัวเราเอง ที่สำคัญคือ โทรศัพย์เราห้ามปิด ห้ามลืมเช็คก่อนออกมาทำงานกับน้อง โทรศัพย์ที่ใช้ทำงานพี่เลี้ยงเด็ก ไม่จำเป็นต้องเป็นไอโฟนหรือไฮโซโอเวอร์อะไร อันนี้ก็แล้วแต่ละบุคคล เพราะบางคนไม่เคยมีไอโฟน หรือ BB จากที่เมืองไทย พอมาที่นี่ เห็นว่ามันถูกกว่าบ้านเรา แต่แล้วก็ต้องจ่ายรายเดือนที่แพงกว่าที่บ้านเรา อยากบอกเพื่อนๆว่า เงินที่คุณได้จากอาชีพโอแพร์มันไม่ได้มากมายอะไร สู้คุณเก็บเงินที่จ่ายรายเดือนไอโฟนหรือBBพร้อมอินเตอร์เน็ตราคาผ่อนแพงๆ ไปซื้อรุ่นถูกๆที่มีฟังชั่นที่คุณอยากได้ ส่วนใหญ่โทรเข้าโทรออก รุ่นใหม่ก็ต้องมี Facebook แล้วเก็บเงินส่วนที่น่าจะเป็นราคาไอโฟนหรืออะไรก็ตามแต่ เอาไว้ทำกิจกรรมอื่นๆดีกว่า หรือคนที่คิดฝันอยากจะทำเรื่องเพื่อเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ก็เก็บเงินส่วนเกินจะเป็นส่วนนี้ เพื่ออนาคตดีกว่า ไม่ได้เกลียดไอโฟนหรือเทคโนโลยี่ แต่มันเห็นมาหลายราย มีเงินใช้ไอโฟน แต่บัญชีธนาคารติดลบ เพราะค่าโทรศัพย์ พอมีปัญหาขึ้นมา ต้องจ่ายค่าหมอ เดินเรื่องขอวีซ่าใหม่ หรือย้ายบ้าน ตกม้าตายทุกรายเพราะไม่มีเงิน คุณรู้ไหมคนที่ใช้เทคโนโลยีไม่ใช่คนรวยคนรวยซะส่วนใหญ่ แต่คนที่รวยคือคนที่สร้างเทคโนโลยีเพื่อมาขายให้คุณมากกว่า อันนี้ก็นานาจิตตัง เพราะทุกวันนี้ เจ้าของบล็อคกับครอบครัวก็ใช้ โนเกียรุ่นเก่าๆ คำนวณการใช้งานแล้ว แค่ สง SMS โทรออกและรับสายซะมากกว่า ที่เหลือเราก็ใช้เทคโนโลยียุคโบราณ อยากอ่านหนังสือก็ไปห้องสมุดสาธารณะ ที่ปารีสมีห้องสมุดสาธรณะหลายที่ บริการฟรี ลองหาข้อมูลที่ www.bibliotheques.paris.fr หรือถ้าชอบนั่งในร้านกาแฟ ร้านที่แนะนำก็ STARBURCK เพราะมันมีอินเตอร์เน็ตฟรี กาแฟก็ราคาจัดว่าคุ้มกว่าร้านที่เป็นคาเฟ่ ถ้าคุณมาเพื่ออนาคต แนะนำการใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะยังไงซะคุณก็มีอนาคตเห็นๆ แต่ถ้ามาแบบเพื่อโชว์ออฟคุณจะใช้ชีวิตอย่างไงก็ได้ตามแต่คุณจะเลือก เพราะชีวิตคุณ คุณเป็นผู้บริหารชีวิตของคุณเอง

ส่วนคนที่เลี้ยงเด็กแบบอยู่ห้องแคบๆ แนะนำให้ถามครอบครัวเขาก่อนว่าอนุญาติให้พาน้องไปเล่นที่สวนสาธารณะได้ไหม แต่พึงระวังไว้ว่า เมื่อเราพาน้องออกไปข้างนอกแล้วไซร์ ชีวิตของน้องทั้งชีวิตอยู่ในมือเรา ถ้ามีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับน้องนั่นคือความรับผิดชอบของเราเต็มๆ อันตรายที่ว่ามีอะไรบ้าง อันตรายข้อแรกคืออุบัติเหตุบนท้องถนน สำหรับคนที่ต้องเดินผ่านถนนก่อนเพื่อไปถึงสวนสาธารณะควรสอนน้องเอาไว้ให้รู้จักไฟแดง ไฟเขียวสำหรับครที่ต้องเดินข้ามถนน เพื่อที่เขาควรจะหยุดรอเป็นและมองไปข้างหน้า ถ้าอยู่ระหว่างบนท้องถนนควรบอกให้เขาหยุดเล่นหรือหยอกล้อบนท้องถนน รอให้ข้ามไปให้ถึงอีกฝั่งเสียก่อน จริงน้องเราเพิ่งจะขวบ นั่งบนรถเข็นแต่เราก็เริ่มสอนน้องแล้ว สีนี้หยุด สีนี้เดิน ตามประสาเด็กๆ มันจัมีหนังสือสำหรับเด็กเบบี้ มันมีกั่ยวกับรถยนต์และมอร์ไซด์ เราก็สอนน้องให้จำให้ทำเสียงรถ บึ้นๆ ทุกวันนี้พอน้องเห็นรถที่เราสอนน้องก็ทำเสียงได้เองเพราะจำสิ่งที่เราสอนบ่อยๆได้ ยกมือสวัสดีไหว้ยังสวยเลย ข้อสองคือเด็กหายหรือถูกลักขโมย เพราะที่ปารีสคนต่างชาติเยอะมากๆณ.ตอนนี้ เราไม่รู้ว่าใครไว้ใจได้หรือไม่ได้ มันเป็นเรื่องปรกติของเมืองใหญ่ๆ ที่ไหนๆก็มี แต่เราก็ควรระวังไว้ ข้อสามอุบัติเหตุอื่นๆที่จะเกิดขึ้นกับน้อง เพราะเราละเลยสายตาไปมองหนุ่มๆอาบแดดช่วงหน้าร้อน อันนี้เน้นเพราะโอแพร์ส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆผู้หญิงซะมากกว่า หรือโอแพร์ขาเม้ามอย ส่วนใหญ่ก็เห็นคนแอฟริกัน หรือคนเอเชียด้วยกันนี่แหละ จับกลุ่มเม้าเกี่ยวกับโฮส เกี่ยวกับรายได้เอามาเปรียบเทียบกันต่างๆนานา ทำให้เกิดความอิจฉากันขึ้นมาอย่างทันควัน แล้วเอาไปสร้างปัญหากับนายจ้างตัวเอง ว่าทำไมเขาได้อย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมเธอไม่ให้ฉัน ก็เก็บเอาไปคิดกันซะไกล แต่จะบอกว่าแต่ละครอบครัวที่คิดจะเอาโอแพร์มาจากที่เมืองไทย หรือมาหาพี่เลี้ยงเด็กที่นี่ เขามีการทำงบประมาณภายในครอบครัวกันมาล่วงหน้าแล้ว เรื่องค่าจ้างหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ควรตกลงกันเสียแต่ทีแรก เพราะจะมาเปลี่ยนกันที่หลังมันจะเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจ เพราะในสัญญสอย่างน้อยถ้าในโซนยุโรป ที่พอมีฟังชั่นเรื่องที่อยู่ อาหาร และชั้นเรียนภาษาก็ไม่ควรเรียกน้อยกว่า 400 ยูโร จ้างมันระบุไปแล้วมันแก้ความรู้สึกยากยิ่งกว่าแก้กระดาษอีก หรือถ้าคนที่ต้องออกค่าตั๋วเครื่องบินเอง และค่าทำวีซ่าเอง ก็ไม่ควรน้อยกว่า 450 ยูโร โดยให้เหตุผลไปว่า เราต้องจ่ายค่าวีซ่า ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าดำเนินการติดต่อกับเอเจนซี่ที่เมืองไทยตามความเป็นจริง ถ้าเราเขียนเป็นกระดาษแบบบัญชีรายจ่ายยืนให้เขาได้จะดีมาก คนที่เยอรมันกับครอบครัวที่ฝรั่งเศสดีๆชอบเห็นหลักฐาน ถ้าครอบครัวใจดี เขาก็จ่ายค่ายุยิบพวกนี้ให้หรืออาจจะถามว่ามีรายการไหนอยากให้เขาช่วยไหม ถ้าเขาช่วยเราต้องจ่ายอะไรย้อนคืนเขาหรือเปล่า รายได้เราจะได้ตามที่คุยกันไหมก็เช็คกันให้ดีๆ แต่เราต้องกล้าพูดแบบคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ไม่ได้แนะนำให้เอาเงินเป็นที่ตั้ง แต่แนะนำในการต่อรองเพื่อเครียร์ปัญหาก่อนเริ่มงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน พอพูดเรื่องนี้ก็เล่นซะยาวเลย

ต่อที่ข้อสาม คือเมื่อล่าสุดไปเดินกับโฮสแม่ที่สวน ความที่ว่าพี่เลี้ยงที่สวนที่เราไปเจอกำลังเม้ามอยเป็นคนชาติไหนไม่ทราบแต่ที่รู้ไม่ใช่คนไทย(รอดไปไทยแลนด์) เด็กผู้ชายที่เขาเลี้ยงโตๆแล้วสัก 7-8 ขวบ เล่นโลวเลอร์ แบบสองล้อ แล้วพุ่งซะอย่างเร็ว ทำให้รถล้ม พอเงยหน้าขึ้นมา ร้องแบบแทบขาดใจ เลือดอาบเต็มหน้า พี่เลี้ยงเข้ามาแทนที่จะรีบปลอบ แต่มีทั้งตะคอกแล้วด่าเด็ก ทั้งๆที่มันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องคอยบอกน้องว่าให้ระวัง แต่เขากับเอาเวลาที่จะบอกน้อง ไปเม้ามอยกับพี่เลี้ยงอื่นๆ แถมยังลากเด็กไปล้างหน้ากับน้ำพุงที่เขาเอาน้ำมาจากท่อ เพราะสวนที่เราว่ามันติดแม่น้ำแซนต์ ถ้าไม่เจอเชื้อโรคก็โชคดีไป แต่กระดูกที่ดั่งอาจจะแตก ถ้าไม่พาไปหาหมอแล้วดูแลดีๆกระดูกที่แตกพอโตขึ้นมาดั้งอาจจะเบียวก็ได้ นี่คือการสัญนิฐานของโฮสแม่กับเราเรื่องกระดูกที่ดั่ง เพราะเป็นผู้เหตุเหตุการณ์ตลอด ตอนที่เด็กกำลังเล่น แล้วพี่เลี้ยงนั่งไกลๆเพื่อเม้ามอย โฮสบอกว่าถ้าเขาเป็นแม่ของเด็กคนนี้ เขาให้ออกจากการเป็นลูกจ้างทันที เพราะรับไม่ได้ เขาจ้างมาก็อยากให้ช่วยเลี้ยงน้องแทนเขา เอาเวลาเม้าไปเม้าหลังเลิกงานดีกว่า แต่อย่างว่าเราไม่รู้ว่าเขาต้องเจออะไรบ้างกับโฮสของเขา แต่งานที่เราทำคือ พี่เลี้ยงน้องก็เลี้ยงน้องอย่างเดียวมีช่วยดูแลเรื่องความสะอาดน้องนิดหน่อย แต่ทุกวันนี้พยายามสอนน้องให้ช่วย จะได้เบาแรงเรา แม่เขาก็ไม่ว่า เขาบอกดีซะอีก น้องจะได้เรียนรู้ ทุกวันนี้น้องก็รู้จักใช้คีการ์ดไปเอารถเข็นของเขาเพื่อไปเที่ยว กดกริ่ง กดลิฟ  คือเราอยู่ด้วยตลอดนะ จากงานหนักก็กลายเป็นเบาๆไป เด็กอ่ะสอนง่าย ถ้าผู้ใหญ่มีวินัยพอเด็กก็ง่าย

ส่วนสุดท้ายอยากจะสรุปก็คือ งานอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราทำด้วยความสุจริต งานนั้นๆก็เป็นงานที่มีเกียรติมีอนาคตทั้งสิ้น แต่ตัวคุณเองต้องเริ่มวางแผนและสร้างระบบของคุณเอง เข้าใจว่าบางทีก็ท้อ เจ้าของบล็อคก็เคยท้อ เพราะทำงานนี้ทีแรกคิดว่าไม่น่าจะใช่งานที่ถนัด และก็ประสบการณ์ส่วนตัวและสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่เมืองไทยไม่น่าจะอำนวย เพราะไม่มีต้นแบบของครอบครัวคนที่มีการศึกษาที่ดีเป็นต้นแบบ ดังนั้นก็เลยไม่กล้าที่จะไปเลี้ยงลูกให้ใครมากๆ แต่ท้ายที่สุด ก็มาได้งานที่ให้อนาคตเรามากที่สุด จากที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทุกงานเราต้องเรียนรู้ด้วยใจ คนฝรั่งเศส สอนว่า ให้เรา Learn it by heart (เลิน อิท บาย ฮาร์ท) ถ้าเราอยากได้ความรู้จากเขา คือหมายถึงว่า ให้เราเรียนรู้ด้วยใจ แต่ครอบครัวที่เยอรมันก็จะบอกว่าเสมอว่า One Step after the other (วัน สเต็บ อาฟเตอร์ ดิ ออเตอร์) คือก้าวไปที่ละขั้น หรือสั้นๆง่ายๆคือ Step by step  (สเต็บ บาย สเต็บ) นั่นเอง สู้จ้าคนไทย

โอแพร์ที่ประเทศไทย ณ. ปัจจุบันเน้นส่งโอแพร์ ที่เป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 18 – 30ปี เข้ามาในเขตยุโรป ดังนั้นมันจะมีปัญหายุบยิบๆตามมาตามประสาผู้หญิง ดังนั้นจึงอยากจะกล่าวถึงเรื่องการวางตัวกับครอบครัวโฮส เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีและระยะยาวกับโฮส ถ้าจะสามารถเป็นไปได้

ตัวเราตอนแรกที่เป็นโอแพร์ที่มิวนิคครั้งแรกยอมรับว่ายากมาก เพราะไม่มีใคร ไม่มีไกด์ และช่วงนั้นเป็นช่วงสงสัยทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ คนไม่เคยมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบมาก่อนว่างั้น ชีวิตอยู่กับเพื่อนซะส่วนใหญ่เวลาที่บ้านทะเลาะกัน ครอบครัวก็ไม่ได้จะมั่งมีอะไรดังนั้นตัดคำว่าสมบูรณ์แบบไปได้เลย จะหาไอเดียเกี่ยวกับครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่ไหน เพราะมันเห็นที่บ้านพูดไม่ดีใส่กันทุกวัน จะไปเอาภาพครอบครัวที่สมบูรณ์แบบมาจากไหนได้ แต่เราเป็นคนที่ชอบแยกตัวจากที่บ้านมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เป็นคนชอบมีโลกของตัวเอง ชอบไปซ้อมวิ่ง ไปทำกิจกรรมและงานพิเศษ ชอบหมกตัวอยู่กับหนังสือการ์ตูนและหนังสือแปลต่างๆ มันก็เลยเป็นคนที่ดูแปลกประหลาดสำหรับคนในบ้าน

 ตอนที่ไปอยู่กับครอบครัวที่มิวนิคใหม่ๆ เราก็ทำตัวเหมือนตอนที่อยู่ที่เมืองไทย ไม่เปลี่ยน ยิ้มอย่างเดียว รู้ไม่รู้ก็ YES, NO, O.K. ,THANK YOU แต่ที่ชอบคืออยากทำอะไรเราก็ทำ เราฟังโฮสแค่ช่วงแรก หลังๆพอรู้ที่เที่ยวมากก็ไม่ค่อยอยากฟัง แต่นิสัยส่วนตัวที่เรามีปัญหากับครอบครัวจริงๆ คือเราเป็นคนไม่พูด อะไรก็ได้ ง่ายๆ และขี้เกรงใจมากเกินไป จนทำให้ใครๆชอบคิดว่าเราโง่ การที่มีบุคคลิกแบบนี้ ไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นการอยู่แบบไม่สร้างปัญหาให้ใครมากกว่า เพราะแต่ละคนกว่าจะเกิดมา กว่าจะผ่านอะไรมา มันไม่ใช่ง่ายๆ แต่บางคนชอบมองข้ามความใส่ใจเหล่านี้ไป ครอบครัวที่เราอยู่ด้วยที่มิวนิค คุณแม่เขาก็ไม่ได้จะรับเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขาจริงๆอยู่แล้ว เขามีลูกวสาวของเขาเขาก็จะต้องสนใจเรื่องของลูกๆเขามากกว่าจะสนใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวไหม คนที่ต้องการอุปการะโอแพร์จริงๆน่าจะเป็นคุณพ่อของบ้านมากกว่า เพราะเขาเป็นกัปตันขับเครื่องบินของสายการบินชื่อดังของเยอรมันและเขาก็เดินทางมาที่เอเชียบ่อยๆ ซึ่งเขาก็มีเพื่อนสนิทมาทำงานที่เมืองไทย เพื่อมาเป็นอาจารย์สอนที่นี่ แต่พอเราอยู่ที่มิวนิคมีประสบการณ์มากขึ้นเราก็ไม่ได้ห่วงที่เรื่องนี้เท่าไหร่ ครอบครัวต่อๆไปมันก็เบาๆก็ว่างตัวเหมือนปกติเลย เพราะทุกคนมันจะมีช่วงเวลาเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้น แต่เน้นที่พูดและอธิบายให้ครอบครัวโฮสเข้าใจในความเป็นตัวตนของตัวเองมากกว่า สิ่งที่ครอบครัวโฮสคาดหวังกับโอแพร์ก็คือความไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงานกับลูกเขา เรื่องการเข้าเรียนที่สม่ำเสมอของเรา ถ้าครอบครัวโฮสเป็นผู้ออกค่าเล่าเรียนให้ หรือความไว้ใจเวลาที่อยู่กับสามีของเขาก็ตาม อย่างหนึ่งที่อยากให้โอแพร์หน้าใหม่ๆรวมถึงเด็กวัยรุ่นๆที่อยู่แบบสาวโสดและไม่เคยมีครอบครัวมาก่อนเลยทราบก็คือ การที่คนสองคนจะมาใช้ชีวิตเป็นครอบครัว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่เขาสร้างภาพให้เราเห็น การที่จะสร้างครอบครัวแต่ละครอบครัว เขาผ่านอุปสรรคกันมาพอสมควร ดังนั้นไม่มีใครแน่ๆที่อยากให้ครอบครัวที่สร้างมาต้องถูก คนที่เขามาเพื่อมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสั้นๆมาสร้างปัญหาครอบครัวให้เขา

เราก็มีเรื่องที่อยากแนะนำน้องๆรุ่นหลังว่า

1)      ถ้าภาษาน้องๆยังไม่แข็งเรื่องการฟังให้เข้าใจ แนะนำให้บอกให้โฮสเขียน เวลาที่เขาต้องการสั่งงานและเรื่องที่สำคัญ เราจะได้เรียนทำความเข้าใจไปด้วย

2)      เวลาที่มีเรื่องไม่เข้าใจให้ถามตรงๆ และพูดให้เครียร์ ไม่ต้องกลัว หรือคิดเอาเอง อย่ากลัวที่จะเป็นคนโง่ แต่ให้กลัวที่จะไม่รู้ดีกว่า ทุกคนก่อนเป็นคนฉลาด ต้องเคยเป็นคนโง่มาก่อน หรือเคยถูกต่อว่าแรงๆมาก่อนทั้งสิ้น ถ้าเป็นเรื่องที่มีเหตุผลมากพอให้เขามาต่อว่าเรา

3)      พยายามวางแผนการเงินให้ดี อย่าปาร์ตี้ จนลืมว่าเงินติดลบ เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นกับหลายๆคน จนมีปัญหาตามมาหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องยืมเงินคนรอบข้าง เรื่องตำหนิที่งานไม่ดีเงินน้อย หรือเรื่องวีซ่าตัวต่อไปที่ใช้เงินในบัญชีตัวเอง

4)      ตรงต่อเวลาและรับผิดชอบในหน้าที่ เราตอนอยู่เมืองไทย ทุกอย่างเฉื่อยๆตามประสาเด็กๆ ไม่เคยโต แต่ที่นี่เด็กแค่ 1-2 ขวบก็เริ่มมีตารางเวลาที่ตายตัวแล้ว แต่ก็ขึ้นอยู่แต่ละครอบครัวด้วย มันไม่ได้ตายตัวไปซะทุกเรื่อง

5)      ถ้าอยากปาร์ตี้เน้นให้เป็นวันหยุดของเรา อย่าปาร์ตี้ ระหว่างการทำงานหรือต้องไปเรียนเช้า เราเหนื่อยและจะทำให้งานที่เราทำออกมาไม่เรียบร้อย เพราะเราจะไม่มีอารมณ์ในการทำงานเพราะร่างกายมันล้า

6)      เรื่องที่สำคัญอีกเรื่อง เวลามีปัญหาให้เข้าหาผู้ใหญ่ที่เราไว้ใจที่เป็นคนที่มีเหตุผลและความเป็นกลางพอ และกรุณาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ อย่าแต่งสีลงไป แต่ถ้าไม่มีใคร ถ้าเรามีปัญหากับทางแม่ของเด็กเรื่องงานก็ให้เราเข้าไปพูดกับแม่ของเด็กโดย แบบสุภาพและมีเหตุผลของตัวเอง อย่าไปพูดกับทางพ่อเด็ก เพราะเราจะทำให้ทางฝั่งแม่เกิดความไม่ไว้ใจในตัวเราเปล่าๆ แล้วครอบครัวเขาจะมีปัญหา หน้าที่การงานเราก็จะมีปัญหาในอนาคต

อันนี้จะเป็นประสบการณ์ที่เราเจอมาเองกับตัว ดังนั้นเราน่าจะได้เรียนรู้บ้าง จริงๆมีเว็บที่เขาเปิดให้ข้อมูลเหล่านี้ ไปค้นหาที่กูเกิลกันได้นะค่ะ

โดยส่วนตัวเราเป็นคนชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ ชอบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง และเป็นคนชอบแบกกระเป๋าขึ้นรถไปไหนมาไหนในยุโรปมากๆ

จำได้ว่าการมาเป็นโอแพร์ที่ยุโรปครั้งแรกก็ทำให้เราต้องติดล้อใส่รองเท้าบ่อยๆ จนรองเท้าเยิน เพราะเรื่องงาน เรื่องเพื่อน และสารพัดเรื่องต่างๆนานาที่เราอยากทำแล้วไม่เคยทำมาก่อนที่เมืองไทย

 เราอยู่ที่มิวนิคเจ็ดเดือนแรก โฮสแรกจะมีจักรยานให้ใช้หนึ่งคัน และนั่นก็เป็นพาหนะคู่ใจของเรา ที่ไปไหนมาไหนรอบๆมิวนิคด้วยจักรยาน ปั่นเรียบแม่น้ำ Isar Tür ลัลลาไปตามประสาคนไม่เคยมาเมืองนอก

 ช่วงที่แย่และลำบากที่สุด คือช่วงหน้าหนาวในยุโรป มันทั้งเหงา และไม่มีกิจกรรมใดๆทำมาก นอกจากอยู่แต่ในบ้าน และบ้านทีเราอยู่ด้วยครอบครัวแรก มันก็พูดยาก ภาษาตอนนั้นก็ไม่แข็ง ไม่ว่าจะภาษาอังกฤษ หรือภาษาเยอรมัน เพราะเป็นคนไม่กล้าพูดกล้าแสดงออกเท่าไหร่ อีกอย่างเราก็ไม่เคยรู้พื้นฐานและสภาพแวดล้อมกันมาก่อน ดังนั้นความเชื่อใจและความไว้วางใจ เราจะไม่มีให้กันร้อยเปอร์เซ็น เราตอนที่มาใหม่ๆช่วงนั้น เราจะดูเด๋อๆด๋าๆ เหมือนฝรั่งเข้าไปอยู่บ้านเมืองเราใหม่ๆ ทำอะไรก็ดูขัดหูขัดตาและแปลกประหลาดไปหมดทุกอย่าง ตอนเรามาเป็นโอแพร์ครั้งแรกเราก็ไม่ได้มาแบบ คนที่มีความสุขร้อยเปอร์เซ็น มาเพราะอยากหนีปัญหาที่บ้าน และมาเพราะอยากลบคำสบประมาทของคนรอบๆตัวมากกว่า ดังนั้นเราจึงไม่รู้ว่าเราจะเริ่มต้นตัวเองจากตรงไหนดี ตอนนั้นเงินเดือนที่ได้ก็แสนน้อยนิด แต่ที่รู้ๆคือ พอมาถึง ความรู้สึกแรกคือ ความเป็นอิสระ อยากทำอะไรก็ได้ที่ไม่มีคนที่บ้านที่เมืองไทย หรือคนรอบๆข้างเข้ามาวุ่นวาย อะไรที่เราเคยอ่านในหนังสือเกี่ยวกับเมืองนอกสมัยเราอยากรู้เราก็สามารถวิ่งไปหาดูให้รู้กับตาตัวเองได้ แต่ความยากของการมาเมืองนอกครั้งแรกคือ การมองหาจุดยืนให้ตัวเองและการปรับตัวให้เข้ากับสังคมของเขา โดยเฉพาะคนที่มาโดยที่ไม่มีคนที่บ้านส่งเสียเงินให้แบบเรา และการเรียนภาษารวมถึงการรับวัฒนธรรมจากคนรอบข้างมันก็ยาก ที่สำคัญคือเรื่องการบริหารการใช้เงิน เพราะเรามาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะที่ลำบาก ที่ต้องมีคนอื่นๆเข้ามาวุ่นวายในชีวิตตลอด วิ่งมายื้มข้าวของในบ้านตั้งแต่สากกะเบือยันผงชูรสและพริกขี้หนู หรือแม้แต่กระปิ บางทีเราไม่มีก็ต้องวิ่งไปยืมเขาบ้าง ดีไม่ดีเขาขึ้นมาในบ้าน ถือนาฬิกา หรือกระปุ๊กออมสินของพวกเราติดมือกลับไปด้วย สังคมที่ที่บ้าน เราไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ ไม่สามารถพูดอย่างที่เราคิดได้ ไม่สามารถทำตามสิ่งที่เราฝันได้ เพราะแม่สอนให้เราดีเกินไป สังคมเราสอนให้เป็นคนดีเอาหน้าเงินไป ดังนั้นการมาปรับตัวที่เมืองนอก เรายังขาดความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งจุดนี้สังคมฝรั่ง ที่เขามีฐานะหรือหน้าที่การงานที่มั่นคง เขาจะไม่มานั่งใส่ใจหรือสนใจเรา เราอยากจะทำอะไรหรือไปไหนก็ไป แต่ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่เท่านั้นเอง ตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเยอรมัน และความซื่อสัตย์

 

แต่ที่รู้ๆ พอเราได้สัมผัสการเดินทางและการมาอยู่เมืองนอกครั้งแรก เราเริ่มติดใจ แล้วเริ่มอยากแยกตัวเองมาจากครอบครัว จากที่เป็นคนหัวอ่อน ง่ายๆก็เริ่มที่จะสร้างความเชื่อของตัวเอง เริ่มสร้างจินตนาการและความต้องการของตัวเอง จริงๆทุกคนมีความรู้สึกนี้ลึกๆในตัวเอง แต่ถ้าไม่มีครอบครัวหรือมีเงินสนับสนุนเราก็ทำไม่ได้ ในความเชื่อของเราทุกคนต้องการมีอิสระ แต่ทุกคนไม่ค่อยกล้าจะแสดงออกมา สาเหตุอาจจะมาจาก สังคมที่บ้านเราไม่สนับสนุนให้เรากล้าพูด กล้าทำในสิ่งที่เราต้องการมากนัก ทุนสนับสนุนไม่เอื้ออำนวย และที่สำคัญคือคนที่บ้านเรายังติดค่านิยมที่ผิดๆในหลายๆเรื่อง คนส่วนใหญ่ยังขาดทุนทรัพย์ ที่จะสร้างสรรค์จินตนาการของตัวเองให้เป็นรูปเป็นร่าง และที่สำคัญ คนที่บ้านเรายังมีความกลัวที่จะทำผิดแบบเปิดเผย เพราะเมื่อทำผิดและสังคมรับรู้สังคมมักจะไม่สามารถยอมรับและให้อภัยกันง่ายๆ มีแต่จะพูดและทำลายกันมากกว่า ให้ดับไปตามๆกัน ซึ่งบางครั้งเรื่องบางเรื่อง ไม่ได้มีผลกระทบต่อตัวของบุคคลเหล่านั้นโดยตรง แต่คนบางกลุ่มก็อยากมีส่วนร่วมในปัญหาของคนอื่น

 

คนที่ทำผิดเมื่อมีคนให้โอกาส มันก็อยู่ที่คุณว่าคุณจะพยายามปรับตัวให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นไหม แต่ขอบอกว่าคนแต่ละคนที่นี่ ไม่มีเวลามานั่งสนใจเรื่องของคนอื่นๆมากนัก เพราะเขาก็มีเรื่องส่วนตัวของเขาที่จะต้องไปทำมากกว่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีน้ำใจ แต่ว่าน้ำใจเขามันขึ้นอยู่ที่เหตุและผล รวมถึงความสามารถของคนแต่ละคนด้วย เราจะไปน้อยใจไปค่อนแคะว่าเขาไม่ดีกับเราฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เราก็ต้องมาถามตัวเองว่าเราไปทำอะไรที่ไม่ดีกับเขาไว้หรือเปล่า

 และเราก็เชื่อว่าคนทุกคน ต้องเคยทำผิด แต่จะผิดมากผิดน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง เราซึ่งป็นคนเขียนบล็อกนี้ ขึ้นมาเอง เรายังยอมรับว่าเราก็เคยทำผิด แต่ไม่ได้ฆ่าคนตาย ไม่ได้ขายตัว ไม่ได้ขายยา เพียงแต่เราแค่ไม่ชอบทำตามคำพูดใครๆ และไม่ค่อยแคร์ความคิดของคนอื่นๆเท่าไหร่ เพราะเราชอบสร้างจินตนาการเพื่ออนาคตของตัวเอง ทุกครั้งที่เราใช้คำพูด หรือเขียน บางครั้งเรามักมีคำพูดแรงๆ และประโยคแรงๆที่ไปกระแทกคนอื่น โดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งคนสนิทหรือคนรอบๆข้างเราจะรู้ดี จนทุกคนบอกว่า เราต้องระวังการใช้คำพูดของตัวเองกับคนอื่นๆที่ไม่รู้จักหรือสนิทสนม แต่ถ้าคนที่เตือนเราเขารักเราจริงและรู้จักเรามานาน เข้าก็จะไม่แคร์เลยด้วยซ้ำ ทุกครั้งที่เรารู้ตัวว่าเราทำผิด เราก็จะไม่อายที่จะเข้าไปขอโทษ ไม่อายที่เริ่มต้นใหม่ ไม่เสียใจที่จะไม่มีเพื่อนคบ เพราะโลกใบนี้ มีคนเป็นล้านๆๆๆ คน มันต้องมีสักคนหรือสักกลุ่มที่เข้ากับเราได้ สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือคุณต้องพูดภาษาเดียวกัน คำว่าภาษาเดียวกันของเรา คือการเปิดใจ และการยอมรับซึ่งกันและกัน เราไม่ไปพยายามเปลี่ยนเขาหรือใครๆถ้าคนๆนั้นไม่ต้องการเปลี่ยน ฟังให้มากๆ และหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ คือทันโลกว่างั้น แต่ไม่ใช่ไปยึดติด ต้องบ้าซื้อ Iphone หรือ Ipad รุ่นใหม่ๆให้ทันเขา ตามมากขนาดนั้น ถ้าเราไม่ได้มีรายได้ที่มั่นคง เราก็เป็นหนี้เป็นสินใช้เขาหัวแตกกันพอดี ตอนนี้เศรษฐกิจแบบนี้ ไม่ได้แย่แค่ที่เมืองไทยหรอก มันเป็นกันทั่วโลกน่ะแหละ ไม่ว่าบ้านไหนเมืองไหนก็ตาม แต่แค่เรามีความซื่อสัตย์ ไม่พูดปด ไม่โกหก ไม่ไปหลอกลวงคนอื่นๆและไปทำให้เขาเดือดร้อนก็พอ บริหารชีวิตตัวเอง งานที่เราทำเราก็รับผิดชอบให้ดีที่สุดถึงแม้จะเป็นงานที่ไม่มีค่าในสายตาคนอื่น แต่วันหนึ่งมันก็อาจจะไปสะดุดตาในสายตาของคนอื่นๆเอง เราไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร อยู่ในพื้นที่ของเรา “ความสำเร็จของคน อยู่ที่ผลของงาน” มันยังใช้ได้ อย่างหนึ่งคือถ้างานที่เราทำ เป็นงานที่มาจากผลงานของตัวเองจริงๆไม่ได้ไปแอบอ้างเอาผลงานใคร หรืองานบางชิ้นถ้าเรายกตัวอย่างผลงานเขามาเราก็ให้เกียรติต่อผู้ทำผลงานนั้น โดยขอบคุณเขาในมุมที่ที่เขาสามารถรับรู้ได้ ว่าเราขอบคุณเขาด้วยใจจริงๆ เขารู้เขาคงดีใจ ที่งานของเขาเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังๆ เดี๋ยวนี้ผลงานแต่อย่างมีเป็นล้านๆ แทบไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้เริ่มผลงานชิ้นไหนกันแน่ แต่ที่เรารู้ด้วยตนเอง โดยการวิ่งเข้าวิ่งออกพิพิธภัณท์ ในยุโรป มองที่Social Network ของญาติๆและเพื่อนๆที่อยู่เมืองนอก งานหลายชิ้นแทบจะดูไม่ออกว่าอันไหนของจริงของเก้ หรืออันไหนมาจากที่ไหนกันแน่ เพราะตามที่เราเคยไปเดินในพิพิธภัณฑ์ลูฟที่ปารีส หลายๆรอบ เราก็ไปเจอรอบที่นักเรียนศิลปะ มาก็อปปี้ และลอกแบบผลงานในพิพิธภัณฑ์ ดังนั้นศิลปะอยู่ที่ใจ ศิลปะมีไว้ชื่นชม ศิลปะบางชิ้นไม่สามรถตีราคาได้ แต่คนสมัยนี้ชอบตีราคาในสิ่งที่ไม่มีทางตีราคาได้ โดยเฉพาะจิตใจ

 

มาว่ากันที่เรื่องการเดินทางที่ยุโรป แน่นอนว่าเมื่อพวกเราได้วีซ่าเข้ามาที่ประเทศไหน ในยุโรปก็ตาม เราจะได้วีซ่าแบบเชงเก้นวีซ่า วีซ่าตัวนี้คือเราสามารถไปได้หลายๆประเทศในยุโรป เนื่องจากเราเคยอยู่ที่เยอรมัน แล้วเที่ยวเข้าออกกับโฮสบ่อยๆ ระหว่างฝรั่งเศส เยอรมันและออสเตรีย แน่นอนว่าเรารู้วิธีประหยัดเงินค่าเดินทางแบบชิวๆ

หนึ่งสำหรับคนที่คิดว่าจะเดินทางโดยรถไฟบ่อยๆ สมัครตั๋วลดหย่อนค่ารถไฟรายปีเอาไว้ ที่เรารู้คือ รายปีประมาณ 50 ยูโรต่อปี ก็ได้ส่วนลด 25% แล้วเวลาที่จะเดินทางควรวางแผนไว้ล่วงหน้าสัก อาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ เพราะเราจะได้ตั๋วที่ราคาถูกขึ้นอีก สำหรับใบลดต่างๆเราก็สามารถดูบัตรลดของแต่ละบริษัทรถไฟของแต่ละประเทศได้

ที่เยอรมัน บริษัทรถไฟก็ใช้ ICE train ก็จะมีตั๋วลดราคาเรียกว่า Bahn Card เราก็ทำตัวนี้เพราะต้องแวะมาเยี่ยมครอบครัวบ่อยๆ ส่วนที่ออสเตรีย ก็คือ OBB Train และที่ฝรั่งเศสก็จะเป็น SNCF ตั๋วก็จะมี 25% - 50% ราคารายปีต่างๆก็เป็นดังนี้ คือ ถ้าอายุ 12-25 ปี รายปี คือ 50 ยูโร เราจะได้ส่วนลดระหว่าง 25%-60%

ถ้าเป็นบุคคลทั่วไปอายุ 26-60 ปี ก็จ่ายรายปีที่ 76 ยูโร ส่วนลดก็อยู่ที่ 25%-50%

สำหรับคนอายุ 60 ปีขึ้นไปก็จะมีอีกแบบ แต่ที่เรากับโฮสเก่าที่เขต 17 ใช้ คือเขาสมัครบัตรให้ลูกเขา ที่ 71% ยูโรต่อปี บัตรตัวนี้ คือเป็นของเด็ก แต่เด็กสามารถพ่วงผู้ติดตามได้ 4 คน ก็จะได้ส่วนลดที่ 25%-50% คือถ้ามาแบบครอบครัวแล้วอยู่เป็นปีๆ ใช้บัตรตัวนี้จะคุ้มกว่า เพราะพกพาไปได้ทั้งครอบครัว

 

วิธีการเดินทางแบบอื่นๆคือ เข้าไปเช็คตั๋วเครื่องบินแบบนาทีสุดท้าย บางทีมันจะมีราคาแบบเฉียดฉิวแบบถูกๆ ซึ่งเราต้องมั่นใจก่อนเดินทางจริงๆ

ตัวเราเวลาเที่ยว เราจะไปแบบ แบกเป้แล้วหาค้างที่บ้านญาติ หรือเพื่อนๆ ซึ่งถือว่าเราเป็นคนที่โชคดีมาก ที่คนที่นี่ค่อนข้างยอมเปิดประตูให้เข้าบ้าน เลยค่อนข้างตะลอนๆตามประสาคนชอบเปิดหูเปิดตาและเปิดโลก สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเราต้องมีความจริงใจและความซื่อสัตย์ต่อคนรอบข้างจริงๆ เพราะถ้าเราทำให้คนรอบข้างเชื่อใจ เราก็จะอยู่ได้โดยที่มี่ปัญหา

 

อีกวิธีคือหาบุ๊คโรงแรม แบบนักเรียนแบบถูกๆ ถ้าเราไม่ติดสบายจนเคยตัวแล้วกินง่ายอยู่ง่าย การใช้ชีวิตกับฝรั่งก็จะไปแบบง่ายๆ เดี๋ยวนี้ประเทศในยุโรป หาเด็กผู้หญิงที่เนิบๆแทบไม่ได้แล้ว เพราะผู้หญิงที่นี่ทำงานเทียบขั้นกับผู้ชายซะด้วยซ้ำ บ้านเราก็กำลังเปลี่ยนรูปไปเป็นแบบนั้นเช่นกัน

 

เจอกันคราวหน้านะค่ะ

 

Categories