เป็นโอแพร์มายี่ห้อประเทศไทย รักษาชื่อไว้ให้คนรุ่นหลัง
posted on 27 May 2012 16:21 by nokmeister directory Lifestyle, Travel, Diaryสวัสดีค่ะหายหน้าหายตาไปนานมากๆ เพราะมัวไปวุ่นกับเจ้าตัวน้อยของครอบครัวใหม่ ตอนมาบ้านใหม่ๆน้องเพิ่งจะเจ็ดเดือนตอนนี้น้องหนึ่งขวบเดินคล่องป๋อเลย แถมช่วงที่หายไปก็ไปหาการผจญภัยลัลลาตามประสาโอแพร์ที่เสียงบประมาณน้อยที่สุด จนถึงฟรีๆแบบไม่เสียเงินก็มี เพื่อเอามาเขียนให้เพื่อนได้มีข้อมูล และสร้างจินตนาการให้อยากมาทำอาชีพโอแพร์ยี่ห้อคุณภาพจากประเทศไทยกัน
วันนี้เลยมาพร้อมไอเดียดีๆมาแนะนำสำหรับคนที่อยากมาเป็นโอแพร์ที่ปารีส รวมถึงเมืองอื่นๆในยุโรป รวมถึงอยากจะโปรโมทให้คน อยากที่จะมีความรู้เรื่องการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กอย่างมีมาตรฐานให้มากขึ้น เพื่อสร้างแรงงานส่งออกแบบยั่งยืนฐาวรกันต่อๆไป วันนี้มีข้อมูลมาปึกๆสำหรับคนที่สนใจงานโอแพร์ และอาจจะช่วยแก้ปัญหาการขอวีซ่ามาผิดประเภทและผิดกฎหมายของพี่ๆน้องๆหลายๆคนไปในตัวด้วยซ้ำ เรื่องของเรื่องคือมีเพื่อนหลายๆคนที่รู้จักอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งไทยและฟิลิปปิน มาติดต่อผ่านเราให้ช่วยหางานให้ ซึ่งเราก็ไม่ใช่เอเจนซี่ไงเลยแนะนำอะไรมากไม่ได้ งานที่เขาอยากได้เป็นงานแบบชั่วคราวก็มีแบบอยากได้สัญญาจ้างเพื่อต่อบัตรต่างชาติที่ฝรังเศสก็มี ทั้งงานพี่เลี้ยงเด็กและแม่บ้าน ซึ่งบางทีเรามีงานแต่เราไม่มีคนทำงาน เราก็เอาไปโพสที่กลุ่มนักเรียนไทยในปารีส ซึ่งกลุ่มนี้จะมีพี่ๆและเพื่อนๆหลายๆคนที่เป็นทั้งปรมาจารย์ขั้นเทพในการใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองนอกแบบหลากหลายสาขาอาชีพและสาขาการศึกษาก็มี บางครั้งเขาก็จะมีงานอื่นๆมาโพส แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานสำหรับคนที่มีบัตรอย่างถูกต้องเท่านั้น แต่เราอยากบอกว่า เราไม่สามารถแนะนำหรือหาเอเจนซี่ที่มีครอบครัวดีๆให้ได้ ถ้าวีซ่าที่คุณถือเข้ามาเป็นวีซ่าท่องเที่ยว และที่สำคัญคือมันได้หมดอายุไปแล้ว ดังนั้นการมาด้วยวีซ่าแบบนี้ รวมถึงปล่อยให้วีซ่าขาด คุณก็ไม่ต่างอะไรกับนักโทษ คือมันไม่สามารถทำอะไรได้ หางานที่ถูกกฎหมายก็ไม่ได้(หาได้ก็ไม่มีประกันใดๆให้คุณทั้งสิ้น) ต่อวีซ่าใหม่ก็ไม่ได้ ออกนอกประเทศเพื่อไปเที่ยวประเทศข้างเคียงต่างๆก็ไม่ได้ ถ้าได้คือไปแบบรถยนต์ส่วนตัว เพราะตามการขนส่งสาธารณะเขามีการตรวจอย่างเข้มงวด มีตำรวจเดินขอดูบัตรและวีซ่าทั้งบนรถประจำทางระหว่างประเทศแบบสุ่มตรวจทั้งคันก็มี โดยเฉพาะที่เยอรมันและออสเตรีย ถ้าตำรวจสองประเทศนี้คว้าตัวคุณได้ เขาไม่ปราณีให้คุณมีทางหลุดพ้นจากรถตำรวจของเขาง่ายๆ เพราะที่บ้านของเจ้าของบล็อคที่เยอรมันบอกว่าตำรวจเยอรมันช่างใจดี พอเห็นวีซ่าหมด ช่วยขับรถพาคุณไปส่งถึงสนามบินแบบไม่ต้องแพ็คของอีกต่างหาก ไม่รู้ดีไม่ดีแต่อย่าเสี่ยงจะดีกว่าประหยัดค่ารถไปสนามบินแต่เสี่ยงความปลอดภัยระยะยาว มีทางเดียวคือเราต้องกลับไปที่ประเทศไทยเพื่อขอวีซ่าเข้ามาใหม่ หรือบางคนก็โชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบมีคนช่วยทำเรื่องแต่งงานก็มี เจอหลอกมา จ่ายค่าดำเนินการนู่นนี่ บอกว่ามีงานให้ทำที่เมืองนอก จ่ายไปเป็นแสนๆจากที่เมืองไทยแต่ไม่มีงานที่เมืองนอกจริงๆก็มี แถมวีซ่าก็ผิดประเภทก็มี จะบอกว่าถ้ามาในลักษณะนี้ จะอยู่ยากและอยู่ลำบากมากๆที่เมืองนอก โครตลำบากจริงๆขอบอก ยิ่งคนที่บ้านไม่ได้มีฐานะทางการเงินที่พร้อม อย่าว่าแต่จะมีโอกาสเลย โอกาสร่วงก็เยอะ ต้องเริ่มต้นไปนับหนึ่งใหม่อีกต่างหาก ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้อยากขู่ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆกลัว แต่อยากเตือนสติให้มองการณ์ไกลๆกันนิดนึง รวมถึงเริ่มต้นวางแผนชีวิตของการมาเมืองนอกอย่างมีระบบ ที่เราทำบล็อกเราไม่ได้มีรายได้จากการทำบล็อก แต่มันมีเวลารวมถึงประสบการณ์การเป็นโอแพร์แบบโลดโผนในหลายๆประเทศในยุโรป เลยอยากแบ่งปันเพื่อนๆที่ฝันอยากมาเมืองนอกเพื่อมาเก็บประสบการณ์และสร้างอนาคตกันต่อๆไป เพราะบางทีคนกลุ่มน้อยๆกลุ่มนี้แหละ คือคนที่ช่วยสร้างบุคคลที่มีความสามารถรุ่นๆต่อๆไปให้มีอนาคตก็ได้ใครจะรู้ แถมช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อเอานักท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานกลับไปประเทศไทยก็ได้ใครจะรู้
เริ่มต้นการใช้ชีวิตกับครอบครัวใหม่ มันไม่ได้จะสมบูรณ์แบบ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จำได้ว่าพอมาเริ่มงานวันแรกก็ทำให้แม่เขาหัวใจวาย(ลูกคนแรก) เพราะเขากลับมาไม่เจอลูกอยู่ที่บ้าน เขาทั้งโทร พอดีโทรศัพย์เราก็เสีย ติดต่อไม่ได้ เขาส่ง SMS และอีเมลขู่เรื่องตำรวจ แบบเรื่องใหญ่ แต่ผลสุดท้ายเรากลับเข้าบ้านมาสายประมาณ 5-10 นาที เพราะเราพาน้องไปเดินเล่นที่ปาร์คใกล้ๆ แม่ของน้องที่เราเลี้ยงแบบว่าคุมอารมณ์โมโหเราสุดๆ แต่ที่แน่ๆเขาโทรไปหาคุณยายของหลาน เพื่อเล่าเรื่องเราให้ฟัง ซึ่งเราต้องเจอเทศนาทั้งอาทิตย์ ทั้งพ่อของเด็ก ยายของเด็ก เราก็ใจกล้าสู้เสีย เพราะถ้าขึ้นชื่อให้คนต่างชาติพูดภาษาตัวเองแล้วไซร์ เราซึ่งเป็นนักเรียนต่างชาติและภาษานั้นก็ไม่ใช่ภาษาแม่เรา เราหาช่องแก้ตัว และเถียงลำบากมาก ต้องยอมอดทนอารมณ์บูดลึกจนกว่าเขาจะใส่อารมณ์จบเสียก่อน ซึ่งการใส่อารมณ์ของเขา มันก้ไม่ร้ายแรงเหมือนครอบครัวที่เราเจอมาหนักกว่านี้ ซึ่งเป็นเราเราก็จะแค่เสียความรู้สึกไปทันทีที่โดนเขาด่ามาซะ ซึ่งเนื้อความส่วนใหญ่ที่เขาพูดมา มันก็จริงก็เป็นเหตุและผลที่ดี “คือเขาให้เราจินตนาการว่า น้องเป็นลูกของเรา แล้วลูกคนนี้เรารอคอยมานาน ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาที่บ้านแล้วเราไม่เจอเขา เราเป็นแม่แท้ๆเราจะรู้สึกอย่างไง” เขาให้ใส่ความรู้สึก ของความเป็นพ่อแม่ให้มากขึ้น ให้ใส่ความผูกพันธ์แบบระดับหนึ่งกับเด็ก แต่ความผูกพันที่เรามีให้กับนายจ้างก็จะเป็นอีกแบบ ให้เป็นแบบญาติผู้ใหญ่สำหรับปู่ย่าตายาย หรือถ้านายจ้างเราอายุอานามก็โขอยู่ แต่ถ้าเป็นวัยเด็กกว่าหรือไล่ๆกัน ก็ให้ใส่ความสำพันธ์แบบเพื่อนรวมงานเข้าไป มีช่องว่างแบบเพื่อนรวมงาน แต่ไม่ใช่เพื่อนสนิทแบบตบหัว และนินทาคนในครอบครัวเขาได้ อย่างนี้จะเสี่ยงต่ออนาคตในการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กมืออาชีพไปถ้าเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมา และทุกครั้งเราก็เริ่มฉลาดขึ้น หลังจากจบงานแต่ละสถานที่หรือแต่ละครอบครัวแบบมีประสบการณ์มากขึ้นและจบแบบมีเหตุผล รวมถึงเนื้องานใกล้เคียงความสมบูรณ์แบบในการที่จะหยุดทำงานกับครอบครัวแต่ละครอบครัว (ในที่นี่คือไม่ใช่การทำงานแบบชั่วคราวแค่วันสองวันงานจบหรือไปเฝ้าน้องแค่เวลากลางคืน) แต่เป็นงานที่มีสัญญาจ้างและการทำข้อตกลงที่สมบูรณ์ เรามีสิทธิ์ขอให้นายจ้างเขียนจดหมายรับรองการทำงานได้ เรียกว่า Reference Letter หรือจดหมายอ้างอิง คือจดหมายตัวนี้ มันมีประโยชน์ต่อการทำงานต่อของเราในอนาคตกับครอบครัวอื่นๆ หรืองานอื่นๆที่เกี่ยวกับสิ่งที่เราเพิ่งทำให้เสร็จสิ้นไป ดังนั้นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเรากับครอบครัว(หรือในที่นี้คือนายจ้าง) จึงจำเป็นมากๆ
ต่อด้วยการโดนครอบครัวต่อว่า(ภาษาชาวบ้านก็ถูกด่านั่นเอง) เขาก็บ่นไปสามวันเจ็ดวัน บางอารมณ์ก็มาพูดว่า “เธอคิดให้ดีๆนะ ที่เขาจ้างเรามาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนลูกเขา จ่ายโอเวอร์ซะขนาดนี้ (ก็คงโอเวอร์ตามสไตล์คนปารีส หนูป่าวนินทานะ แค่เปรียบเปรยเฉยๆ เพราะที่นี่ค่าครองชีพสูงมากๆ ถ้าคนบริหารเงินไม่เก่งจริงคงไม่มีทางจ้างพี่เลี้ยงเด็กง่ายๆ รวมถึงงานดีๆ จ่ายดีๆและให้เวลาเพื่อลูกมันก็แล้วแต่บริษัทและโอกาสจะอำนวย) เพราะเขาต้องการให้ลูกเขาอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ดี และเงียบสงบ พร้อมมีพัฒนาการที่ดี เขาไม่อยากให้ลูกออกไปสูดอากาศริมถนน จากท่อรถยนต์ คือที่ถนนที่ปารีสรถมันก็เยอะจริงๆกว่าจะเดินไปถึงปาร์คก็ดมควันไปโขอยู่ แล้วรถที่เข็นน้องมันก็ทำมาแบบเตี้ยๆเท่าระดับท่อไอเสียรถยนต์ กว่าจะเดินไปถึงปาร์คคือสวนสาธารณะ เสียงรถเสียงคน ก็อึกทึกแถมคนไร้ที่อยู่ ขอทานตามท้องถนนก็มีให้เห็นเกลือน แต่ก็ยังแย่น้อยกว่าที่บ้านเรา เขาอยากให้ลูกโตมาแบบห่างสังคมพี่เลี้ยงเด็กที่มีให้เห็นเกลือนกลาดที่ปารีส (ทุกคนคงงงๆว่าสังคมแบบไหน เดี๋ยวเล่าให้ฟังตอนท้าย)” สรุปง่ายๆคือ เลี้ยงลูกให้บ้านไหนก็ตาม ควรทำตามกฎของบ้านนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของเด็กที่เราเลี้ยง และอนาคตของตัวเราเอง ที่สำคัญคือ โทรศัพย์เราห้ามปิด ห้ามลืมเช็คก่อนออกมาทำงานกับน้อง โทรศัพย์ที่ใช้ทำงานพี่เลี้ยงเด็ก ไม่จำเป็นต้องเป็นไอโฟนหรือไฮโซโอเวอร์อะไร อันนี้ก็แล้วแต่ละบุคคล เพราะบางคนไม่เคยมีไอโฟน หรือ BB จากที่เมืองไทย พอมาที่นี่ เห็นว่ามันถูกกว่าบ้านเรา แต่แล้วก็ต้องจ่ายรายเดือนที่แพงกว่าที่บ้านเรา อยากบอกเพื่อนๆว่า เงินที่คุณได้จากอาชีพโอแพร์มันไม่ได้มากมายอะไร สู้คุณเก็บเงินที่จ่ายรายเดือนไอโฟนหรือBBพร้อมอินเตอร์เน็ตราคาผ่อนแพงๆ ไปซื้อรุ่นถูกๆที่มีฟังชั่นที่คุณอยากได้ ส่วนใหญ่โทรเข้าโทรออก รุ่นใหม่ก็ต้องมี Facebook แล้วเก็บเงินส่วนที่น่าจะเป็นราคาไอโฟนหรืออะไรก็ตามแต่ เอาไว้ทำกิจกรรมอื่นๆดีกว่า หรือคนที่คิดฝันอยากจะทำเรื่องเพื่อเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ก็เก็บเงินส่วนเกินจะเป็นส่วนนี้ เพื่ออนาคตดีกว่า ไม่ได้เกลียดไอโฟนหรือเทคโนโลยี่ แต่มันเห็นมาหลายราย มีเงินใช้ไอโฟน แต่บัญชีธนาคารติดลบ เพราะค่าโทรศัพย์ พอมีปัญหาขึ้นมา ต้องจ่ายค่าหมอ เดินเรื่องขอวีซ่าใหม่ หรือย้ายบ้าน ตกม้าตายทุกรายเพราะไม่มีเงิน คุณรู้ไหมคนที่ใช้เทคโนโลยีไม่ใช่คนรวยคนรวยซะส่วนใหญ่ แต่คนที่รวยคือคนที่สร้างเทคโนโลยีเพื่อมาขายให้คุณมากกว่า อันนี้ก็นานาจิตตัง เพราะทุกวันนี้ เจ้าของบล็อคกับครอบครัวก็ใช้ โนเกียรุ่นเก่าๆ คำนวณการใช้งานแล้ว แค่ สง SMS โทรออกและรับสายซะมากกว่า ที่เหลือเราก็ใช้เทคโนโลยียุคโบราณ อยากอ่านหนังสือก็ไปห้องสมุดสาธารณะ ที่ปารีสมีห้องสมุดสาธรณะหลายที่ บริการฟรี ลองหาข้อมูลที่ www.bibliotheques.paris.fr หรือถ้าชอบนั่งในร้านกาแฟ ร้านที่แนะนำก็ STARBURCK เพราะมันมีอินเตอร์เน็ตฟรี กาแฟก็ราคาจัดว่าคุ้มกว่าร้านที่เป็นคาเฟ่ ถ้าคุณมาเพื่ออนาคต แนะนำการใช้ชีวิตแบบนี้ เพราะยังไงซะคุณก็มีอนาคตเห็นๆ แต่ถ้ามาแบบเพื่อโชว์ออฟคุณจะใช้ชีวิตอย่างไงก็ได้ตามแต่คุณจะเลือก เพราะชีวิตคุณ คุณเป็นผู้บริหารชีวิตของคุณเอง
ส่วนคนที่เลี้ยงเด็กแบบอยู่ห้องแคบๆ แนะนำให้ถามครอบครัวเขาก่อนว่าอนุญาติให้พาน้องไปเล่นที่สวนสาธารณะได้ไหม แต่พึงระวังไว้ว่า เมื่อเราพาน้องออกไปข้างนอกแล้วไซร์ ชีวิตของน้องทั้งชีวิตอยู่ในมือเรา ถ้ามีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับน้องนั่นคือความรับผิดชอบของเราเต็มๆ อันตรายที่ว่ามีอะไรบ้าง อันตรายข้อแรกคืออุบัติเหตุบนท้องถนน สำหรับคนที่ต้องเดินผ่านถนนก่อนเพื่อไปถึงสวนสาธารณะควรสอนน้องเอาไว้ให้รู้จักไฟแดง ไฟเขียวสำหรับครที่ต้องเดินข้ามถนน เพื่อที่เขาควรจะหยุดรอเป็นและมองไปข้างหน้า ถ้าอยู่ระหว่างบนท้องถนนควรบอกให้เขาหยุดเล่นหรือหยอกล้อบนท้องถนน รอให้ข้ามไปให้ถึงอีกฝั่งเสียก่อน จริงน้องเราเพิ่งจะขวบ นั่งบนรถเข็นแต่เราก็เริ่มสอนน้องแล้ว สีนี้หยุด สีนี้เดิน ตามประสาเด็กๆ มันจัมีหนังสือสำหรับเด็กเบบี้ มันมีกั่ยวกับรถยนต์และมอร์ไซด์ เราก็สอนน้องให้จำให้ทำเสียงรถ บึ้นๆ ทุกวันนี้พอน้องเห็นรถที่เราสอนน้องก็ทำเสียงได้เองเพราะจำสิ่งที่เราสอนบ่อยๆได้ ยกมือสวัสดีไหว้ยังสวยเลย ข้อสองคือเด็กหายหรือถูกลักขโมย เพราะที่ปารีสคนต่างชาติเยอะมากๆณ.ตอนนี้ เราไม่รู้ว่าใครไว้ใจได้หรือไม่ได้ มันเป็นเรื่องปรกติของเมืองใหญ่ๆ ที่ไหนๆก็มี แต่เราก็ควรระวังไว้ ข้อสามอุบัติเหตุอื่นๆที่จะเกิดขึ้นกับน้อง เพราะเราละเลยสายตาไปมองหนุ่มๆอาบแดดช่วงหน้าร้อน อันนี้เน้นเพราะโอแพร์ส่วนใหญ่จะเป็นน้องๆผู้หญิงซะมากกว่า หรือโอแพร์ขาเม้ามอย ส่วนใหญ่ก็เห็นคนแอฟริกัน หรือคนเอเชียด้วยกันนี่แหละ จับกลุ่มเม้าเกี่ยวกับโฮส เกี่ยวกับรายได้เอามาเปรียบเทียบกันต่างๆนานา ทำให้เกิดความอิจฉากันขึ้นมาอย่างทันควัน แล้วเอาไปสร้างปัญหากับนายจ้างตัวเอง ว่าทำไมเขาได้อย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมเธอไม่ให้ฉัน ก็เก็บเอาไปคิดกันซะไกล แต่จะบอกว่าแต่ละครอบครัวที่คิดจะเอาโอแพร์มาจากที่เมืองไทย หรือมาหาพี่เลี้ยงเด็กที่นี่ เขามีการทำงบประมาณภายในครอบครัวกันมาล่วงหน้าแล้ว เรื่องค่าจ้างหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ควรตกลงกันเสียแต่ทีแรก เพราะจะมาเปลี่ยนกันที่หลังมันจะเป็นเรื่องที่น่าลำบากใจ เพราะในสัญญสอย่างน้อยถ้าในโซนยุโรป ที่พอมีฟังชั่นเรื่องที่อยู่ อาหาร และชั้นเรียนภาษาก็ไม่ควรเรียกน้อยกว่า 400 ยูโร จ้างมันระบุไปแล้วมันแก้ความรู้สึกยากยิ่งกว่าแก้กระดาษอีก หรือถ้าคนที่ต้องออกค่าตั๋วเครื่องบินเอง และค่าทำวีซ่าเอง ก็ไม่ควรน้อยกว่า 450 ยูโร โดยให้เหตุผลไปว่า เราต้องจ่ายค่าวีซ่า ค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าดำเนินการติดต่อกับเอเจนซี่ที่เมืองไทยตามความเป็นจริง ถ้าเราเขียนเป็นกระดาษแบบบัญชีรายจ่ายยืนให้เขาได้จะดีมาก คนที่เยอรมันกับครอบครัวที่ฝรั่งเศสดีๆชอบเห็นหลักฐาน ถ้าครอบครัวใจดี เขาก็จ่ายค่ายุยิบพวกนี้ให้หรืออาจจะถามว่ามีรายการไหนอยากให้เขาช่วยไหม ถ้าเขาช่วยเราต้องจ่ายอะไรย้อนคืนเขาหรือเปล่า รายได้เราจะได้ตามที่คุยกันไหมก็เช็คกันให้ดีๆ แต่เราต้องกล้าพูดแบบคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ไม่ได้แนะนำให้เอาเงินเป็นที่ตั้ง แต่แนะนำในการต่อรองเพื่อเครียร์ปัญหาก่อนเริ่มงาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน พอพูดเรื่องนี้ก็เล่นซะยาวเลย
ต่อที่ข้อสาม คือเมื่อล่าสุดไปเดินกับโฮสแม่ที่สวน ความที่ว่าพี่เลี้ยงที่สวนที่เราไปเจอกำลังเม้ามอยเป็นคนชาติไหนไม่ทราบแต่ที่รู้ไม่ใช่คนไทย(รอดไปไทยแลนด์) เด็กผู้ชายที่เขาเลี้ยงโตๆแล้วสัก 7-8 ขวบ เล่นโลวเลอร์ แบบสองล้อ แล้วพุ่งซะอย่างเร็ว ทำให้รถล้ม พอเงยหน้าขึ้นมา ร้องแบบแทบขาดใจ เลือดอาบเต็มหน้า พี่เลี้ยงเข้ามาแทนที่จะรีบปลอบ แต่มีทั้งตะคอกแล้วด่าเด็ก ทั้งๆที่มันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องคอยบอกน้องว่าให้ระวัง แต่เขากับเอาเวลาที่จะบอกน้อง ไปเม้ามอยกับพี่เลี้ยงอื่นๆ แถมยังลากเด็กไปล้างหน้ากับน้ำพุงที่เขาเอาน้ำมาจากท่อ เพราะสวนที่เราว่ามันติดแม่น้ำแซนต์ ถ้าไม่เจอเชื้อโรคก็โชคดีไป แต่กระดูกที่ดั่งอาจจะแตก ถ้าไม่พาไปหาหมอแล้วดูแลดีๆกระดูกที่แตกพอโตขึ้นมาดั้งอาจจะเบียวก็ได้ นี่คือการสัญนิฐานของโฮสแม่กับเราเรื่องกระดูกที่ดั่ง เพราะเป็นผู้เหตุเหตุการณ์ตลอด ตอนที่เด็กกำลังเล่น แล้วพี่เลี้ยงนั่งไกลๆเพื่อเม้ามอย โฮสบอกว่าถ้าเขาเป็นแม่ของเด็กคนนี้ เขาให้ออกจากการเป็นลูกจ้างทันที เพราะรับไม่ได้ เขาจ้างมาก็อยากให้ช่วยเลี้ยงน้องแทนเขา เอาเวลาเม้าไปเม้าหลังเลิกงานดีกว่า แต่อย่างว่าเราไม่รู้ว่าเขาต้องเจออะไรบ้างกับโฮสของเขา แต่งานที่เราทำคือ พี่เลี้ยงน้องก็เลี้ยงน้องอย่างเดียวมีช่วยดูแลเรื่องความสะอาดน้องนิดหน่อย แต่ทุกวันนี้พยายามสอนน้องให้ช่วย จะได้เบาแรงเรา แม่เขาก็ไม่ว่า เขาบอกดีซะอีก น้องจะได้เรียนรู้ ทุกวันนี้น้องก็รู้จักใช้คีการ์ดไปเอารถเข็นของเขาเพื่อไปเที่ยว กดกริ่ง กดลิฟ คือเราอยู่ด้วยตลอดนะ จากงานหนักก็กลายเป็นเบาๆไป เด็กอ่ะสอนง่าย ถ้าผู้ใหญ่มีวินัยพอเด็กก็ง่าย
ส่วนสุดท้ายอยากจะสรุปก็คือ งานอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราทำด้วยความสุจริต งานนั้นๆก็เป็นงานที่มีเกียรติมีอนาคตทั้งสิ้น แต่ตัวคุณเองต้องเริ่มวางแผนและสร้างระบบของคุณเอง เข้าใจว่าบางทีก็ท้อ เจ้าของบล็อคก็เคยท้อ เพราะทำงานนี้ทีแรกคิดว่าไม่น่าจะใช่งานที่ถนัด และก็ประสบการณ์ส่วนตัวและสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่เมืองไทยไม่น่าจะอำนวย เพราะไม่มีต้นแบบของครอบครัวคนที่มีการศึกษาที่ดีเป็นต้นแบบ ดังนั้นก็เลยไม่กล้าที่จะไปเลี้ยงลูกให้ใครมากๆ แต่ท้ายที่สุด ก็มาได้งานที่ให้อนาคตเรามากที่สุด จากที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทุกงานเราต้องเรียนรู้ด้วยใจ คนฝรั่งเศส สอนว่า ให้เรา Learn it by heart (เลิน อิท บาย ฮาร์ท) ถ้าเราอยากได้ความรู้จากเขา คือหมายถึงว่า ให้เราเรียนรู้ด้วยใจ แต่ครอบครัวที่เยอรมันก็จะบอกว่าเสมอว่า One Step after the other (วัน สเต็บ อาฟเตอร์ ดิ ออเตอร์) คือก้าวไปที่ละขั้น หรือสั้นๆง่ายๆคือ Step by step (สเต็บ บาย สเต็บ) นั่นเอง สู้จ้าคนไทย